รวบรัดข่าว เหรียญ 10 ปี 2533 ราคาเหรียญเก่า เหรียญบาท

18.08.14 / ข่าว / Author: / Comments: (0)
Tags: , ,


เจ้าของร้านปาหนันประกาศยุติรับซื้อเหรียญ 10บาท ปี 2533 แล้ว

เรื่องเล่าเช้านี้ เจ้าของร้านปาหนันประกาศยุติรับซื้อเหรียญ 10บาท ปี 2533 แล้ว

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2557 มีรายงานว่า หลังจากที่ร้าน ปาหนัน จิวเวลรี่ ร้านรับซื้อของสะสม ได้ประกาศขอซื้อเหรียญ 10 บาท ปี 2533 ที่ผลิตในปี 2533 ซึ่งคาดว่ามีเพียง 100 เหรียญ ในราคาเหรียญละ 1.5 แสนบาท ก็ทำให้เกิดกระแสในสังคมออนไลน์ ราคาเหรียญเก่า เหรียญบาท และสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจในข่าวนี้เป็นจำนวนมาก ล่าสุด ร้าน ปาหนัน จิวเวลรี่ ได้ประกาศยุติการรับซื้อเหรียญ 10 บาท ดังกล่าวแล้ว เนื่องจากมีผู้ปลอมเหรียญขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่เหรียญ 1 บาท ที่ผลิตในปี พ.ศ. 2529 ยังคงรับซื้ออยู่เช่นเดิม

 


ฮือฮา! รับสารภาพซื้อเหรียญ 10 บาท ผลิตปี 2533 ให้ 1 แสน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (9 ส.ค.) เฟซบุ๊กร้านปาหนัน จิวเวลรี่ ประกาศรับซื้อเหรียญ 10 บาท ปี 2553 ที่ผลิตในปี 2533 ในราคาเหรียญละ 100,000 บาท โดยผู้ประกาศแจ้งว่าจะให้ค่านายหน้าแก่ผู้แจ้ง 40,000 บาท ส่วนเจ้าของเหรียญได้ 100,000 บาท นอกจากนี้ ยังประกาศรับซื้อเหรียญลักษณะดีเยี่ยมต่างๆ อาทิ เหรียญบาทปี 2529 รับซื้อราคาเหรียญละ 80 บาท เหรียญ 2 บาท UNC ปี รับซื้อเหรียญละ 20 บาท เป็นต้น

ด้าน เจ้าของร้านปาหนัน จิวเวลลี่ ซึ่งเป็นร้านขายเครื่องประดับ ตั้งอยู่ที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ยืนยันว่ารับซื้อเหรียญ 10 บาท ปี 2533 ราคาเหรียญละ 100,000 บาท จริง เพราะเป็นที่รู้กันในหมู่นักสะสมว่าเหรียญ 10 บาท ที่ผลิดขึ้นในปี 2533 มีจำนวนเพียง 100 เหรียญเท่านั้น หากใครมีเหรียญในปีดังกล่าวสามารถติดต่อขายได้ ดังรายละเอียดที่ปรากฏในเฟซบุ๊กของทางร้าน

ทั้งนี้ โรงกษาปณ์จะผลิตเหรียญ 10 บาท ออกมาหมุนเวียนเงินทุกปี โดยมีข้อมูลการผลิต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531-2540 มีดังนี้

2531 มีทั้งหมด 60,200 เหรียญบาท

2532 มีทั้งหมด 100,000,000 เหรียญ

2533 มีทั่วหมด 100 เหรียญ

2534 มีทั้งเปลือง 1,380,650 เหรียญ

2535 มีทั้งหมด 13,805,000 เหรียญ

2536 มีทั้งสิ้น 10,556,000 เหรียญ

2537 มีทั้งหมด 150,598,831 เหรียญ

2538 มีทั้งหมด 53,700,000 เหรียญ

2539 มีทั้งจบ 17,086,000 เหรียญ

2540 มีทั้งหมด 9,310,600 เหรียญ

มีไหนค่อยใน วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

18.08.14 / ข่าว / Author: / Comments Off
Tags:


18 สิงหาคม ” วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ “


ที่มาของวันวิทยาศาสตร์

เริ่มมาจากวันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๑๑ เป็นวันสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4, ตลอดจนบรรดาผู้โดยเสด็จ และผู้มาเข้าเฝ้าทั้งไทยและเทศต่างเฝ้ารอ คำพยากรณ์จากการคำนาณทางดาราศาสตร์, ก็ปรากฎว่า วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เมื่อเวลา ๑๐.๑๖ น. ท้องฟ้าเหนือชายทะเล บ้านหว้ากอ ซึ่งแต่เดิมปกคลุมด้วยเมฆฝนก็พลันกระจ่างมองเห็นดวงอาทิตย์ไรๆ, พอรู้ว่าสุริยุปราคาได้เริ่มขึ้นแล้ว, จนกระทั่งเวลา ๑๑.๓๖ น. กับอีก ๒๐ วินาที ก็จับเต็มดวง, ซึ่งกินเวลาจับเต็มดวง ทั้งสิ้น ๖ นาที กับ ๔๕ วินาที. เล่ากันมาว่า “เวลานั้นมืดเหมือนเวลากลางคืน เวลาพลบค่ำ คนที่นั่งไกล้ๆก็แลดูไม่รู้จักหน้ากัน” ท่ามกลางความมืดจากสุริยุปราคานั้น, พระบารมีขององค์พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทยก็เจิดจรัสแจ่มฟ้า พระองค์ทรงสามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แห่งตำบล หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้ดั่งแม่นยำ ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่วินาทีเดียว ซึ่งเป็นการพิสูจน์ผลการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ และครั้งแรกของชาติไทย จนเป็นที่เลื่องลือในวงการดาราศาสตร์ทั่วโลก ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจยิ่งของประเทศชาติ

เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๒๕ คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติส่งเสียเทิดทูนพระเกียรติยศแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” องค์ปฐมดำริสร้างไทยก้าวทันโลก และกำหนดให้ทิวากาลที่ ๑๘ สิงหาคม ของทุกปี เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนั้นในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบในการเร่งรัดส่งเสริมและสนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เพื่อยกย่องสดุดีพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” และเพื่อกระตุ้นสำนึกและเสริมสร้างความเข้าใจให้ประชาชนในทุกระดับได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีผลต่อการพัฒนาฐานะของประเทศให้ดีขึ้น

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๗ ได้จัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๔ สิงหาคม ๒๕๒๗ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิด กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จัดกิจกรรมขยายออกไปอย่างกว้างขวางและพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ ความร่วมมือดังกล่าวก่อให้เกิดพลังสำคัญในการกระตุ้นให้ประชาชนและเยาวชนไทยมีความตื่นตัว และเห็นความสำคัญของบทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อการพัฒนาประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้คณะรัฐมนตรีได้เล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการจัดงานข้างต้น ดังนั้น เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๒๘ คณะรัฐมนตรีจึงได้อนุมัติให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดำเนินการจัดงาน “สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ” เป็นประจำทุกปี ระหว่าง วันที่ ๑๘-๒๔ สิงหาคม และอนุมัติให้จัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการจัดงานตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๙ เป็นต้นมา
วัตถุประสงค์ของการจัดงานวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและพระปรีชาสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันเป็น”พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”

เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจและโอกาสแก่หลายวิจัย นักประดิษฐ์ ได้แสดงผลการงานต่อสาธารณชน
เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่าภาครัฐและเอกชนในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นวิถีทางหนึ่งของการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคน ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้มีการจัดกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มากมาย เช่น นิทรรศการ ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การอภิปรายทางวิชาการ การตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ การประกวดการแข่งขันต่าง ๆ เช่น โครงการทางวิทยาศาสตร์ และสื่อการสอนวิทยาศาสตร์ เป็นต้น